Hot Widget

Header ADS
Type Here to Get Search Results !
Header ADS

นายกรัฐมนตรีสั่งเร่งใช้งบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาด้านสาธารณสุข เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และฟื้นฟูเศรษฐกิจ ภายหลังพ.ร.ก. 3 ฉบับ มีผลบังคับใช้

นายกรัฐมนตรีสั่งเร่งใช้งบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาด้านสาธารณสุข เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และฟื้นฟูเศรษฐกิจ ภายหลังพ.ร.ก. 3 ฉบับ มีผลบังคับใช้


นายกรัฐมนตรีสั่งเร่งใช้งบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาด้านสาธารณสุข เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และฟื้นฟูเศรษฐกิจ ภายหลังพ.ร.ก. 3 ฉบับ มีผลบังคับใช้

วันนี้ (21 เม.ย. 63) เวลา 13.30 น. ณ โถงบัญชาการ ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี โดยได้มีการหารือมาตรการต่าง ๆ เพื่อแก้ไขสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 พร้อมสั่งการให้ทุกกระทรวงปฏิบัติงานให้ครอบคลุมทุกมิติ รวมทั้งเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานของศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) (ศบค.)

นายกรัฐมนตรีรายงานว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธยในพระราชกำหนดทั้ง 3 ฉบับ ซึ่ง พระราชกำหนดฉบับแรก คือ พระราชกำหนดให้กระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยาเศรษฐกิจและสังคม วงเงิน 1 ล้านล้านบาท ซึ่งจะครอบคลุม  3 ด้าน คือ  การแก้ไขปัญหาด้านสาธารณสุข การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม โดยให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการประกอบด้วย ส่วนราชการและผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อหารือระเบียบปฏิบัติในการบริหารจัดการงบประมาณ โดยให้ดำเนินงานตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยจะให้กระทรวงเร่งเสนอหลักการแผนงานต่าง ๆ ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาเพื่อให้ทันทั้งการแก้ปัญหาด้านสาธารณสุข การช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ โดยนายกรัฐมนตรีย้ำว่า จะฟังความคิดเห็นจากประชาชนทุกภาคส่วน เพื่อให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องนำไปพิจารณาและปฏิบัติต่อไป

สำหรับพระราชกำหนดฉบับที่ 2  ได้แก่ พระราชกำหนดรักษาเสถียรภาพของระบบการเงินและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงการคลัง จะร่วมกันจัดตั้งกองทุนเพื่อรักษาสภาพคล่องของการระดมทุนในตลาดตราสารหนี้ในวงเงิน 4 แสนล้านบาท และพระราชกำหนดฉบับที่ 3 ได้แก่ พระราชกำหนดให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ประกอบการวิสาหกิจ โดยธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจการกู้ยืมเงินแก่ผู้ประกอบการร่วมกับสถาบันการเงิน ในวงเงิน 5 แสนล้านบาท

นายกรัฐมนตรีสั่งการให้กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย เน้นปฏิบัติงานอย่างรอบคอบ รับฟังความคิดเห็นข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน รวมทั้งข้อมูลจากผู้มีประสบการณ์ เพื่อนำมาใช้ประกอบในการทำงานด้วย